มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

1.มมส.
2.มช.
3.มข.

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

น้ำ กับ โค้ก

เรื่องน้ำ กับ โค้ก
โดย ANDREA L. GIDSON
COMMUNITY HOSPITAL ANDERSON
(TEL. 765-298-5128)

coke โค้ก

ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75% ของคนอเมริกันขาดน้ำ ถ้าคิดทั้งโลกจะมีประชากรโลกขาดน้ำถึงครึ่งหนึ่ง 73% ของคนอเมริกันมีกลไกที่ทำให้ความรู้สึกหิวน้ำทำงานช้าลง จึงทำให้ไม่รู้สึกหิวน้ำทั้งที่ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งจะเป็นผลทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลงได้ประมาณ 3% และเป็นเหตุให้รู้สึกอ่อนเพลียในช่วงกลางวัน มีงานวิจัยพบว่า ในคน 100 คน ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คน ลดอาการปวดหลัง ปวดข้อ ลงได้ ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%
ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ “โค้ก” กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม แต่
- ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอนในช่องท้ายรถ เพื่อเวลามีรถชนกัน สามารถเอาน้ำโค้กล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา
- ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน
- ริน โค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วม ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วชักโครก กรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
- ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบ โค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
- ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด
- ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
- ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
- การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
- ท่านสามารถผสมโค้ก ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี
- น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด
- เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า “มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย”
- บริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว

ท่านยังอยากดื่ม โค้ก หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง

ภัยรองเท้าแตะ

ใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นประจำ ทราบหรือไม่ว่า รองเท้าแตะก็ให้โทษได้เหมือนกัน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก...
    ใครที่ชอบใส่รองเท้าแตะเป็นชีวิตจิตใจ แบบว่า ใส่ทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่ว่าจะไปไหนก็ขอลากแตะไปทุกที่ ควรระวังอาการปวดต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะว่าผลการวิจัยจาก Auburn University ระบุว่า การสวมใส่รองเท้าแตะแบบคีบบ่อย ๆ จะทำให้ ปวดเท้า เข่า และขา
จากการนำเด็กในมหาวิทยาลัยจำนวน 39 คนมาทดลองโดยให้สวมรองเท้าแตะคีบ กับรองเท้ากีฬาทำกิจกรรมต่าง ๆ ปรากฏว่าคนที่สวมรองเท้าแตะ จะมีช่วงการก้าวขาที่สั้นกว่า คนที่สวมรองเท้ากีฬา และเมื่อให้สบัดเท้าไปด้านหลัง ก็ทำได้ไม่สูงนัก เพราะต้องให้แรงคีบรองเท้าเอาไว้มากกว่าคนที่สวมรองเท้ากีฬา
จากการทดลองนี้เข้าทางแนวคิดเดียวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในนิวยอร์ก ที่เคยเตือนสาวกรองเท้าคีบว่า การสวมรองเท้าชนิดนี้ ต้องใช้แรงนิ้วเท้าในการเกาะยึดรองเท้ามากกว่าการสวมรองเท้าชนิดอื่น จึงอาจจะทำให้ผู้สวมใส่มีอาการกระดูกหน้าแข้ง และเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
รู้อย่างนี้แล้ว ควรลากแตะในเวลาที่ต้องการพักเท้าจะดีที่สุด.

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

สัตว์เป็นมากกว่าเพื่อน

สัตว์เป็นมากกว่าเพื่อน


นอกจากเราจะเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อนแล้ว การเลี้ยงสัตว์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความรักและปรารถนาดีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ มันไม่เคยหักหลัง มีแต่รับฟังด้วยความเข้าใจ และมอบความอบอุ่นให้มนุษย์เสมอ ทำให้ผู้เลี้ยงรู้สึกมั่นคงในอารมณ์และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีคนรัก ซึ่งช่วยผู้ป่วยทางจิตได้

ที่สำคัญนักวิจัยยังพบว่า คนไข้โรคหัวใจที่เลี้ยงสัตว์จะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าคนไข้ที่ไม่เลี้ยงถึงร้อยละ 3 คนที่เลี้ยงแมวและสุนัขมักจะไม่เป็นโรคปวดหัวและปวดหลัง สัตว์เลี้ยงช่วยลดความดันโลหิตและคอเรสเตอรอลในเลือดของเจ้าของ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อย ซึ่งเป็นเพราะอารมณ์เย็นและได้เดินออกกำลังกายพร้อมสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

นอก จากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ปกติแล้วคนที่มีสัตว์เลี้ยงมักจะมีจิตใจดี เอื้ออาทรต่อสัตว์ และเพื่อนมนุษย์มากกว่าคนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงด้วย

ฆ่าตัวตาย ภัยใกล้ตัว

ฆ่าตัวตาย ภัยใกล้ตัว
 


ใน เดือนกันยายนของทุกปี ผู้คนทั่วโลกจะนึกถึงเหตุการณ์ เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบทางจิตใจต่อผู้คนมากมาย นั่นคือความเสียบหายและโศกนาฏกรรม 911 หรือวันที่ 11 เดือนกันยายน แต่ก่อนที่จะถึงวันดังกล่าวจะมีวันสำคุณคือ วันที่ 10 กันยายนของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2003 (ตรงกับ พ.ศ.2546 ของไทย)

องค์การ อนามัยโลกคาดว่าปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน และการฆ่าตัวตายส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยาและเพื่อนของผู้ตาย ตลอดจนมีผลทางมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล องค์การ อนามัยโลกพบว่าการฆ่าตัวตายติด 10 อันดับแรก ของสาเหตุการตายของประชากรโลก และติดอันดับ 3 ของสาเหตุการตายสำหรับประชากรวัย 15-35 ปี

กรม สุขภาพจิต ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ดำเนินโครงการดูแลช่วยเหลือและป้องกันปัญหานี้อย่างต่อเนื่องมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน จัดให้มีระบบการบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสร้างระบบบันทึกข้อมูลการเฝ้าระวังและการศึกษาวิจัยปัญหานี้ในแง่มุม ต่างๆ เพื่อนำมาใช้วางแผนการดำเนินการช่วยเหลือและป้องกันปัญหาต่อไป

การ ป้องกันปัญหาผู้ที่ทำร้ายตนเองที่ไม่เสียชีวิต(พยายามฆ่าตัวตาย) เป็นที่รู้กันว่าในกลุ่มนี้มักจะมีโอกาสทำซ้ำเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า และฆ่าตัวตายสำเร็จในที่สุด ถ้าไม่สามารถให้การช่วยเหลือหรือนำเขาเหล่านั้นสู่กระบวนการรักษาทางจิตเวช โดยเฉพาะปัญหาโรคซึมเศร้า

โรค ซึมเศร้า ถือเป็นภาวะโรคซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาในการดูแลรักษา โรคนี้เป็นมหันตภัยเงียบนอกจากจะส่งผลเสียกับตัวเองยังส่งผลกระทบต่อคนรอบ ข้าง เมื่อโกรธมักใช้อารมณ์รุนแรงหากโกรธตัวเองมากก็จะฆ่าตัวเองตาย แต่ถ้าโกรธผู้อื่นด้วยก็จะทำร้ายฆ่าผู้อื่นแล้วฆ่าตัวตายตาม หรือเป็นห่วงคนในครอบครัวจึงฆ่าคนในครอบครัวก่อนแล้วฆ่าตัวตายตามเป็นต้น


ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายมีเพิ่มขึ้นเมื่อ

-เกิดเหตุการณ์สูญเสีย หรือการตัดสัมพันธภาพการแตกแยกกับผู้ใกล้ชิด
-การเปลี่ยนแปลง การดำเนินชีวิต เช่น การเกษียณ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเงิน
-ความเจ็บป่วย ความพิการ สูญเสียอวัยวะทางร่างกาย
-การที่ต้องพึ่งพายาเสพติด เหล้า
-เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน
-มีประวัติการฆ่าตัวตายในครอบครัว
-มีความกดดัน และมีประวัติความเจ็บป่วยทางจิต


ผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายจะแสดงออก ดังนี้

-อยู่โดดเดี่ยว เก็บตัว ไม่เข้าสังคมกับผู้อื่นไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้
-มีแผนและหาวิธีที่จะฆ่าตัวตายแน่นอนแล้วเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการจัดภารกิจให้เรียบร้อย
-แสดงความรู้สึกผิดหวัง มองตัวเองไร้ค่า รู้สึกหมดความสนุกสนานในชีวิต
-พูดวนอยู่กับปัญหาที่หาทางแก้ไขไม่ได้
-แสดงออกถึงความรู้สึกหมดเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

การดูแลใจตัวเอง

การดูแลใจตัวเอง
 


การตามดูใจของตัวเองนี่

... น่า สนใจมาก ใจที่ยังไม่ได้ฝึก มันก็คอยวิ่งไปตามนิสัยความเคยชินที่ยังไม่ได้ฝึกไม่ได้อบรม มันเต้นคึกคักไปตามเรื่องตามราว ตามความคะนอง เพราะมันยังไม่เคยถูกฝึก ดังนั้นจงฝึกใจของตัวเอง...

ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

... ให้ มีสติอยู่ ให้เห็นการเกิดดับของกายและใจ แต่อย่าให้มันมาทำใจให้วุ่นวาย ให้ปล่อยวางมันไป ความรักเกิดขึ้นก็ปล่อยมันไป มันมาจากไหน ก็ให้มันกลับไปที่นั่น ความโลภเกิดขึ้นก็ปล่อยมันไป ตามมันไป ตามดูว่ามันอยู่ที่ไหนแล้วตามไปส่งมันให้ถึงที่ อย่าเก็บมันไว้สักอย่าง


ถ้าท่านปฏิบัติได้อย่างนี้


ท่านก็จะเหมือนกับบ้านว่าง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นี่คือใจว่าง เป็นใจที่ว่างและอิสระจากกิเลส ความชั่วทั้งหลาย เราเรียกว่า "ใจว่าง" แต่ไม่ใช่ว่าว่างเหมือนว่าไม่มีอะไร มันว่างจากกิเลส แต่เต็มไปด้วยความฉลาด ด้วยปัญญา ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ก็ทำด้วยปัญญา คิดด้วยปัญญา จะมีแต่ปัญญาเท่านั้น

อุปมาเหมือนว่าเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง

... แบกไปก็รู้สึกหนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ก็ได้แต่แบกอยู่อย่างนั้นแหละ พอมีใครบอกว่า ให้โยนมันทิ้งเสียซิ ก็มาคิดอีกแหละว่า "เอ! ถ้าเราโยนมันทิ้งไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือนะซิ"ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง

งจะมีใครบอกว่า

โยน ทิ้งไปเถอะ แล้วจะดีอย่างนั้นเป็นประโยชน์อย่างนี้ เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้ จนเหนื่อยอ่อนเพลียเต็มที จนแบกไม่ไหวแล้ว ก็เลยปล่อยมันตกลง


ตอนที่ปล่อยมันตกลงนี่แหละก็จะเกิดความรู้เรื่อง

"การปล่อยวาง" ขึ้นมาเลย เราจะรู้สึกเบาสบาย แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า การแบกก้อนหินนั้นมันหนักเพียงใด แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้น เราไม่รู้หรอกว่า "การปล่อยวาง" มันมีประโยชน์เพียงใด

เพื่อนที่คุณคบเป็นแบบไหนเอ่ย

เพื่อนที่คุณคบเป็นแบบไหนเอ่ย
 

ประเภทของเพื่อนหลักๆลองดูครับว่าคุณมีเพื่อนแบบไหน?

1. เพื่อนแท้ (Real Friends) : เรียล เฟรนด์ หรือจะเรียกว่า ออริจินอล เฟรนด์ ก็ได้ครับ เพื่อนประเภทนี้จะอยู่กับคุณไปจนวันตาย เพื่อนแบบนี้หายากครับ ยากมากๆ บางที ขุดหาทองถ้ำลิเจีย ยังหาง่ายกว่าเลย .. ฉะนั้นผมขอผ่านครับ แบบนี้ไม่มีทางมีในโลก ... แต่สำหรับไอ้ใครที่จู่ๆ มีเพื่อนมาบอกว่า "ผมเป็นเพื่อนแท้ของคุณนะ" ... ขอให้สันนิษฐานครับ (โดย เฉพาะเพศเดียวกัน) เขากำลังมองประตูหลังคุณอยู่แน่นอน ..

2. เพื่อนซี้ (Cee Friends) : เพื่อนแบบนี้ ส่วนมาก จะเป็นเพศเดียวกันครับ เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม จอร์จ ที่สุดแล้วครับ มีอะไรเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน ปรับทุกข์กันได้ แถมบางทีโกรธกันจนขนาดต้อง ชกกันก็มีครับ แต่สุดท้ายก็เคลียร์กันได้ ไม่หยิ่ง ไม่เรื่องมาก ไม่ขี้งอน ถือว่าเยี่ยมครับ !!! ครบทุกรสชาติ สุขทุกข์ ดีชั่ว ต้องแบบนี้ครับ เพื่อนซี้ ...

3. เพื่อนสนิท (Endorphin) : เพื่อนประเภทนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับเพศตรงข้ามมากกว่า และที่สำคัญไปกว่านั้น คนที่บอกว่าเป็น "เพื่อนสนิท" มักที่จะใช้พูดแก้ตัวกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ความจริงนะมันคือแฟนกันแล้ว แต่ก็ไปบอกชาวบ้านว่า เป็นแค่เพื่อนสนิท หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อนสนิทก็ยังเป็นคำพูดที่ใช้กันมานาน และยังคงอินเทรน ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันเป็นคำพูดปฏิเสธรักแบบอ้อมๆ ละครับ ฉะนั้น ใครที่โดนแบบนี้ ใส่เกียร์ถอยหลังตอนนี้ ยังไม่สายครับ ..

4. เพื่อนร่วมงาน (Cooperative Friends) : เพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เพื่อนประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่มีอะไรคุยกันได้ครับ เจอกันคุยกันเรื่องงานอย่างเดียว อาจจะมีการถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง นิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ แต่ส่วนมากก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันครับ โดยรวมแล้วถือได้ว่าดีใช้ได้ทีเดียวครับ ...

5. เพื่อนผิวเผิน (Surface Friends) : แน่นอนครับ เพื่อนประเภทนี้ เชื่อว่าทุกคนมีเยอะมากๆ เพื่อนประเภทนี้มักจะเจอตอนช่วงโมงเร่งด่วน (Rush Hour) เช่นรีบไปเรียน รีบไปทำงาน รีบไปขึ้นรถ หรือว่า เค้าแกล้งรีบ (เพราะไม่อยากเจอคุณ) อะไรประมาณนี้ เจอกันมักจะเจออยู่ 2 คำถาม ครับว่า "ไปไหน ??" ถ้าอยู่มหาลัยก็จะถามว่า "เรียนอารายย ??" ประมาณนี้ครับ ...

6. เพื่อนรับประทาน (Eating Friends) : เพื่อนแบบนี้ ก็เป็นเพื่อนที่เวลาคุณไปไหน เค้าจะไปด้วยกับคุณเสมอไม่ว่า คุณจะชวนไปกินข้าว ชวนไปเที่ยว ชวนไปดูหนัง เขามักจะไม่ค่อยปฏิเสธคำเชิญของคุณครับ แต่เขามักจะมี คำพูดพ่วงท้ายหลังคำถามของท่านมาว่า "เลี้ยงป่าว" เสมอครับ ...

7. เพื่อนกล้วย (Banana Friends) : เพื่อนประเภทนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นสุดครับ นอกจากจะเป็นเพื่อนรับประทานแล้ว ยังเป็นเพื่อนที่จะคอยข่มขู่ท่านให้รู้สึกหวาดกลัว ในบางสิ่งบางอย่าง จนคุณอาจจะต้องทำสิ่งที่เค้าต้องการให้คุณทำครับ แน่นอนครับ เพื่อนแบบนี้คงจะไม่มีใคร อยากมีแน่ๆ แต่ในเมื่อถ้ามันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องทนต่อไปละครับ ...

8. เพื่อนตาย (Dead Friends) : ก็ไปงานศพเค้าสิครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

วัยรุ่นวัยเสี่ยง แชทรักออนไลน์

วัยรุ่นวัยเสี่ยง แชทรักออนไลน์ 

การสนทนาทางอินเตอร์เน็ตหรือ “แชท” นั้นมันเป็นการสนทนาที่มีเสน่ห์อยู่ในตัว เทคนิคการใช้ภาษาสื่ออารมณ์ ความรู้สึก การหว่านล้อม เชื้อเชิญ ซึ่งบางครั้งก็สร้างความรู้สึกแตกต่างจากการสนทนาธรรมดาเห็นหน้ากัน นั่นเพราะการแชทมันสามารถทำอะไรบางอย่างที่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจจะไม่กล้าแสดงออกได้ ก็ไม่แปลกนักที่หลายๆ คนจะติดอกติดใจอยู่กับการแชท แต่ในปีที่ผ่านมาศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มูลนิธิกระจกเงา รายงานสถิติคนหายจากการ “แชท” มีจำนวนทั้งสิ้น 37 ราย พุ่งสูงที่สุดในประวัติการณ์ และทุกรายเป็น “เด็กวัยรุ่น” แทบจะทุกกรณีมักจะมีเรื่องรักๆมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นกังวลของผู้ใหญ่หลายๆ ฝ่าย
“แชท” ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “สื่อรักออนไลน์” ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กวัยรุ่นเป็นจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร บทสัมภาษณ์ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่นราชนครินทร์
พัฒนาการของเด็กวัยรุ่น
ตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี เด็กก็จะย่างก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นซึ่งเด็กในวัยนี้จะยังมีความคิดที่ไม่เหมือนผู้ใหญ่ เนื่องจากประสบการณ์ชีวิตยังน้อยและพัฒนาการทางสมองก็ยังไม่ได้เติบโตจนพร้อมที่จะเข้าใจเรื่องเหตุผลได้อย่างเต็มที่ แต่จะอยู่ในช่วงการเจริญทางอารมณ์ การพัฒนาการทางด้านอารมณ์เท่านั้น สังเกตได้ว่าช่วงวัยนี้จะมีการใช้อารมณ์กันค่อนข้างเยอะ

วัยตื่นเต้นกับสิ่งใหม่และท้าทาย
วัยรุ่นมักจะชอบอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้รับความรู้สึกตื่นเต้น ประหลาดใจ มันก็จะยิ่งเกิดความสนุกไปกับสิ่งนั้น จนไม่ทันได้ระวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยอะไรบางอย่างที่กำลังจะเข้าถึงตัว

เด็กวัยรุ่นกับการแชท
เรื่องแชทนี้ก็ถือเป็นแฟชั่นเป็นเทรนด์ของสังคม เป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง เด็กบางคนอาจจะเริ่มเข้าสู่การแชทเพราะอิงไปตามกระแส อิงไปตามเพื่อน เพราะถ้าแชทไม่เป็นมันก็อาจจะเกิดความรู้สึกแปลกแยกในกลุ่มหรือเชย ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นการแชทก็มักจะเป็นการพูดคุยกันในเรื่องดีดี ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความรู้สึกดีดี เมื่อมันเป็นการสื่อสารที่ทำให้รู้สึกดีเหมือนมีคนมาทำดีด้วยเด็กวัยรุ่นจึงคิดว่า ไม่น่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นกับตัวเองและมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวซึ่งการคิดในแบบนั้นก็เป็นไปตามเรื่องอารมณ์ความรู้สึกตามวัย วัยรุ่นวัยใส จึงไม่ค่อยได้ระมัดระวังในการพูดคุยเรื่องส่วนตัวหรือการนัดพบกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ต และด้วยเด็กวัยรุ่นจะมีประสบการณ์น้อยและยังไม่เข้าใจสภาพปัญหาสังคมที่แท้จริงว่ามีคนจ้องที่จะทำการล่อลวงโดยใช้การแชทเป็นเครื่องมือ และเด็กยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พยายามให้คำแนะนำตักเตือน หรือบางรายยิ่งบอกมากเท่าไหร่เด็กก็จะคิดว่านั่นคือการ “บ่น”

ทำอย่างไรถึงเด็กวัยรุ่นถึงจะปลอดภัยจากวายร้ายนักแชท
1. รู้เท่าทันภัยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในสังคม หมั่นติดตามข่าวสารที่นำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ หลายแขนงทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ เพื่อให้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้มองไปถึงรูปแบบที่วายร้ายสามารถเข้าถึงเหยื่อไปจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้นำความรู้ที่ได้รับมาประกอบการคิดทบทวนและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่ามีโอกาสตกเป็นเหยื่อหรือไม่
2. ทักษะการใช้ชีวิต นอกจากจะรู้ว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำแล้วสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือทักษะการใช้ชีวิตที่จะช่วยให้สามารถเอาตัวรอดได้เมื่อเกิดปัญหา เช่น
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกหว่านล้อมจากการแชทกับคนแปลกหน้า เราจะมีวิธีการปฏิเสธหรือไม่หลงใหลไปกับคำเชื้อเชิญนั้นได้อย่างไร
การนัดพบกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตในสถานที่เปลี่ยวหรือไม่ค่อยมีผู้คน หรืออาจถูกชักชวนให้ไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งซึ่งค่อนข้างล่อแหลมต่อการก่อเหตุอันไม่สมควร เราจะมีวิธีการปฏิเสธอย่างไรหรือมีการวางแผนรองรับหากเกิดความผิดพลาด

หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย จะมีเทคนิคการต่อรองกับวายร้ายนักแชทอย่างไร ถ้าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นการป้องกันการติดโรคหรือไม่ให้ตั้งท้องทำอย่างไร และขั้นตอนการประสานงานขอความช่วยเหลือที่ไวที่สุด เหล่านี้เป็นเพียงคำถามบางคำถามที่จะช่วยฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาและเพิ่มเติมทักษะชีวิต
3. ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเชื่อฟังคำเตือนและคำแนะนำจากคนในครอบครัว หากมีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวที่ดี เด็กบางคนเมื่อมีการนัดพบกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตก็อาจจะตัดสินใจที่จะไม่ไปพบ เนื่องเขาเชื่อฟังคำเตือนและคำแนะนำจากพ่อ แม่ ที่คอยเตือนให้ระวังการถูกล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ในทางกลับกันหากเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ค่อยดี เช่น ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหน้าที่การงานของพ่อแม่ทำให้ไม่สามารถมีเวลาในการเลี้ยงดูบุตรหลานที่เพียงพอ ไม่ค่อยได้ให้คำแนะนำหรือเพิ่มเติมทักษะชีวิตเด็กก็อาจไม่มีเกราะในการป้องกันที่เสริมสร้างมาจากครอบครัว หรือในความสัมพันธ์ที่ร้ายไปกว่านั้นคือการที่มักจะมีการถกเถียงหรือทะเลาะกันเป็นประจำในครอบครัว ทำให้เมื่อพ่อ แม่ พี่ น้อง ว่ากล่าวตักเตือนจึงไม่ค่อยเชื่อฟังนัก
แม้ในตอนนี้เด็กวัยรุ่นอาจจะยังไม่ค่อยรู้เท่าทันภัยเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน และไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำตักเตือนคำแนะนำสักเท่าไหร่ แต่ก็อย่าได้ละเลย นอกจากผู้ใหญ่จะต้องคอยให้การดูแลและสั่งสอนแล้วอย่าลืมติดตั้งทักษะการใช้ชีวิตไว้ให้เด็กวัยรุ่นด้วย เพราะหากเด็กกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย เด็กจะได้นำความรู้และทักษะชีวิตที่ได้รับมาช่วยแก้ไขปัญหาได้เพื่อเอาตัวรอดได้